วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าวของสโมสร ทีม ลิเวอร์พูล Liverpool ประจำฤดูกาล 2011-2012


จ.โคล ปากหวาน ร็อดเจอร์ส ใช่สำหรับหงส์

     โจ โคล กองกลางไซส์เอสของ ลิเวอร์พูล รู้งานออกมาชม เบรนแดน ร็อดเจอร์ส นายใหญ่คนใหม่ประจำถิ่น แอนฟิลด์ คือตัวเลือกที่ถูกต้องและน่าจะพา "หงส์แดง" กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

ลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทัพของ เคนนี ดัลกลิช โคล ถูกปล่อยให้ ลีลล์ แห่งศึก ลีก เอิง ฝรั่งเศส ยืมตัวใช้งานตลอดฤดูกาลที่แล้ว ก่อนที่อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษจะกลับสู่ทีมและเหินฟ้าไปอุ่นเครื่องช่วงปรีซีซันตอนเหนือของอเมริกาอยู่ในขณะนี้

โคล เชื่อว่า ร็อดเจอร์ส ที่ทำ สวอนซี ซิตี คว้าอันดับ 11 พรีเมียร์ชิป เมื่อปีที่แล้วจะพา ลิเวอร์พูล กลับเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง หลังกลายเป็นกุนซือรายที่ 4 รอบ 2 ปีต่อจาก ราฟาเอล เบนิเตซ รอย ฮ็อดจ์สัน และ ดัลกลิช

แข้งวัย 30 ปีกล่าวว่า "ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซนต์ว่าคือชายที่คู่ควรกับงานนี้ ผมไม่สามารถบอกคุณได้ว่าประทับใจ เบรนแดน อย่างไร แต่นักเตะทุกคนปลื้มทุกสิ่งที่เขาทำ ถือเป็นกุนซือที่โดดเด่นเรื่องการผสมผสานจนมองเห็นได้ว่าเรากำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง"

ลิเวอร์พูล ไม่ได้สัมผัสแชมป์ใดๆ รอบ 6 ปีก่อนที่ ดัลกลิช จะพาคว้าถ้วย คาร์ลิง คัพ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ยังไม่วายถูกไล่ออกจากตำแหน่ง เพราะจบอันดับ 8 เวที พรีเมียร์ชิป อังกฤษ



        กุนซือหงส์ ลั่น สเคอร์เทล ไม่ได้มีไว้ขาย

    
'เบรนเดน ร็อดเจอร์ส' ยันเอง พยายามเต็มที่ รั้ง 'มาร์ติน สเคอร์เทล' ปราการหลังตัวเก่ง ไว้กับทีมต่อไป ย้ำ ไม่ได้มีไว้ขาย
มีกระแสข่าวต่อเนื่องว่า มาร์ติน สเคอร์เทล ปราการหลังตัวหลัก ของ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลที่ผ่านมา และก็ได้รับการโหวตจากเพื่อนร่วมทีม ให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร ได้รับความสนใจจากหลายทีม ที่จะดึงตัวไปร่วมทีม และพร้อมที่จะทุ่มเงินจำนวนมหาศาล มาให้พิจารณา
ล่าสุด เบรนเดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมคนใหม่ ของลิเวอร์พูล ออกมาชี้แจงให้บรรดาเดอะ ค็อป ได้หายข้องใจในเรื่องดังกล่าว ว่า จะพยายามรั้งตัว ปราการหลังทีมชาติสโลวาเกีย ไว้ให้ได้ และยืนยันว่า ยังไม่ได้รับข้อเสนอจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี หรือ เอซี มิลาน ตามที่เป็นข่าวมาแต่อย่างใด พร้อมกับสำทับทิ้งท้ายว่า สเคอร์เทล ไม่ได้มีไว้ขาย
ทั้งนี้ สเคอร์เทล เหลือสัญญา ในถิ่นแอนฟิลด์ อีก 2 ปี แต่ปฏิเสธสัญญาใหม่ ที่ หงส์แดง ยื่นให้ เนื่องจากว่า ไม่พอใจกับรายได้ จึงทำให้ มีข่าวลือหนาหูว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี จะทุ่มเงินถึง 20 ล้านปอนด์ ดึงไปร่วมชายคา เอติฮัด สเตเดี้ยม ภายในเร็วๆ นี้



ที่มา http://www.hugball.com/newsallclub-Liverpool-42.html



สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล (อังกฤษLiverpool Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ตั้งอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูล มณฑลเมอร์ซีไซด์ โดยลิเวอร์พูลครองแชมป์ดิวิชัน 1 ถึง 18 ครั้ง ครองแชมป์ยูโรเปียนคัพ 5 ครั้ง ยูฟ่าคัพ 3 ครั้ง และยูฟ่าซูเปอร์คัพอีก 3 ครั้ง ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892) มีฉายาในภาษาไทยว่า "หงส์แดง" พร้อมด้วยคำขวัญ "You'll Never Walk Alone"

ประวัติสโมสร


บิล แชงก์ลีย์ พระเจ้าแห่งลิเวอร์พูล
จอห์น โฮลดิ้ง นักธุรกิจชาวเมืองลิเวอร์พูลได้เช่าพื้นที่บริเวณ แอนฟิลด์ โรด เพื่อใช้สร้างสนามฟุตบอล และเมื่อสร้างเสร็จได้ให้เอฟเวอร์ตัน เช่าเป็นสนามแข่ง และเมื่อทีมเอฟเวอร์ตันได้เข้าสู่สมาชิกฟุตบอลลีก จอห์น โฮลดิ้ง พยายามจะเข้าไปบริหารงานในทีมเอฟเวอร์ตันและได้เพิ่มค่าเช่าสนามที่ทีมได้เช่าอยู่ ฝ่ายกลุ่มบริหารของเอฟเวอร์ตันจึงยกเลิกสัญญาเช่าสนาม และทีมเอฟเวอร์ตันได้ย้ายสนามไปอีกฝากของสวนสาธารณะ สแตนลีย์พาร์ค เพื่อไปสร้างสนามเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อสนามว่า กูดิสันพาร์ค ดังนั้น จอห์น โฮลดิ้ง จึงต้องการสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมา และ จอห์น โฮลดิ้ง จึงไปชวนเพื่อนสนิทของเขาชื่อ จอห์น แมคเคนน่า มาทำหน้าที่ประธานสโมสรและได้ตั้งชื่อทีมฟุตบอลนี้ว่า Liverpool Football Club

สนามแอนฟิลด์
หลังจากที่สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งได้ไม่นาน ได้จัดการแข่งขัดนัดอุ่นเครื่อง ซึ่งเป็นการลงสนามนัดแรกของทีมลิเวอร์พูลกับทีมร็อตเตอร์แฮม ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมลิเวอร์พูลชนะไปด้วยผลการแข่งขัน 7-1 และลิเวอร์พูล ได้ลงแข่งขันฟุตบอลลีกของแคว้น แลงคาเชียร์ ปรากฏว่าลิเวอร์พูลลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะ 17 นัด และได้แชมป์ไปครอง ส่งผลให้ทางสโมสรสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกซึ่งได้รับการยอมรับและถูกคัดเลือกให้ลงเล่นในดีวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1893-1894 สโมสรจึงได้เลือกสัญลักษณ์ของทีมเป็น นกลิเวอร์เบิร์ด (Liverbird) ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวณแม่น้ำเมอร์ซี่ย์ โดยที่ปากนกคาบใบไม้ไว้ ทีมลิเวอร์พูลได้ลงทำการแข่งขันอย่างเป็นทางในฟุตบอลลีก ดิวิชั่น 2 ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1893 โดยทีมลิเวอร์พูลออกไปเยือนทีมมิดเดิลสโบรซ์ ไอโรโนโปลิส และทีมลิเวอร์พูลสามารถได้แชมป์มาครองโดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล (ทั้งหมด 28 นัด) แต่การคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ ทีมนิวตัน ฮีธ (ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปัจจุบัน) และลงแข่งขันที่สนามของทีมแบล็คเบิร์น ซึ่งทีมลิเวอร์พูลเอาชนะทีมนิวตัน ฮีธไปด้วยผล 2-0 และได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในที่สุด
สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2435 และก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรแนวหน้าของอังกฤษอย่างรวดเร็วจนประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ลีกสูงสุดชองประเทศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2444 (ฤดูกาล 1900/01) และครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2449 (ฤดูกาล 1905/06) ครั้งที่ 3 และ 4 เป็นแชมป์สองฤดูกาลติดใน พ.ศ. 2465 กับ พ.ศ. 2466 (ฤดูกาล 1921/22 กับ 1922/23) แชมป์ลีกสูงสุดครั้งที่ 5 คือปี พ.ศ. 2490 (ฤดูกาล 1946/47) อย่างไรก็ตามลิเวอร์พูลพบกับช่วงตกต่ำต้องไปเล่นในในดิวิชัน 2 ใน พ.ศ. 2497 (ฤดูกาล 1953/54) ภายหลังจึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสโมสรในปี พ.ศ. 2502 สโมสรได้แต่งตั้ง บิลล์ แชงก์คลี เป็นผู้จัดการทีม เขาได้เปลี่ยนแปลงทีมไปอย่างมาก จนประสบความสำเร็จได้เลื่อนชั้นในปี พ.ศ. 2505 (ฤดูกาล 1961/62) และได้แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอีกครั้งใน พ.ศ. 2507 (ฤดูกาล 1963/64) หลังจากรอคอยมานานถึง 17 ปี บิล แชงก์ลี คว้าแชมป์เอฟเอคัพเป็นถ้วยแรกของสโมสรลิเวอร์พูลในปี พ.ศ. 2508 (ฤดูกาล 1964/65) และคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 อีกครั้งในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2509 (ฤดูกาล 1965/66) ความสำเร็จของแชงก์ลียังเดินหน้าต่อไป เมื่อลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพ พร้อมแชมป์ดิวิชั่น 1 ใน พ.ศ. 2516 (ฤดูกาล 1972/73) และเอฟเอคัพ อีกครั้งใน พ.ศ. 2517 (ฤดูกาล 1973/74) หลังจากนั้น บิลล์ แชงก์คลี ขอวางมือจากสโมสร โดยให้ผู้ช่วยของเขาสืบทอดตำแหน่ง ผู้จัดการทีมแทน นั่นคือ บ็อบ เพสส์ลี่
สโมสรต้องประสบกับความซบเซาในช่วงหนึ่งหลังจากได้แชมป์ลีกสูงสุดในปี พ.ศ. 2533 คือได้เพียงเอฟเอคัพ 1 ใบ ปี พ.ศ. 2535 กับลีกคัพ 1 ใบในปี พ.ศ. 2538 แต่ก็ฟื้นฟูขึ้นมาได้เมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์บอลถ้วยทั้งในระดับประเทศและระดับทวีปถึง 3 แชมป์ (คาร์ลิ่ง ลีกคัพเอฟเอคัพ รวมทั้งยูฟ่าคัพ) ได้ในปี พ.ศ. 2544 (ฤดูกาล 2000/01) ในปี 2544 นี้ลิเวอร์พูลยังคว้าถ้วยยูฟ่าซูเปอร์คัพ ที่เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในปีนั้น รวมทั้งเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด คู่ปรับตัวฉกาจในถ้วยชาริตีชีลด์ ก่อนเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกเป็นปีที่หอมหวานปีหนึ่งของกองเชียร์ลิเวอร์พูล นักเตะสำคัญยุคนั้นได้แก่ ไมเคิล โอเวนเอมิล เฮสกี้สตีเว่น เจอร์ราร์ดซามี ฮูเปีย และ ยอร์น อาร์เน่ รีเซ่ เป็นต้น ทีมชุดนี้ผู้จัดการทีมคือ เชร์รา อุลลิเย่ ชาวฝรั่งเศส ผลงานเป็นชิ้นเป็นอันส่งท้ายของอุลลิเย่คือ การนำทีมลิเวอร์พูลชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 2-0 ในนัดชิงฟุตบอลลีกคัพ พ.ศ. 2546 (ฤดูกาล 2002/03) และแชมป์ที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งของลิเวอร์พูลคือปี 2548 ชนะในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งที่ 5 ของสโมสร ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ตื่นตาตื่นใจครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์บอลยุโรป เมื่อลิเวอร์พูลไล่ตีเสมอทีม เอซี มิลาน เป็น 3-3 ทั้งที่โดนยิงนำไปก่อนถึง 3-0 และในที่สุดคว้าแชมป์มาได้จากการยิงจุดโทษชนะ 3-2 เป็นทีมจากอังกฤษที่ครองถ้วยยูโรเปียนคัพ (ปัจจุบันคือ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก) มากครั้งที่สุดถึง 5 สมัย ผู้เล่นที่สำคัญในยุคนั้น อาทิ สตีเว่น เจอร์ราร์ดชาบี อาลอนโซดีทมา ฮามันน์วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์เจอร์ซี่ ดูเด็ค และ เจมี คาร์ราเกอร์ คุมทัพโดย ผู้จัดการทีมสัญชาติสเปน ราฟาเอล เบนิเตซ ในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2549 (ฤดูกาล 2005/06) ลิเวอร์พูลของเบนิเตซทำให้แฟนบอลต้องลุ้นอีกครั้ง ในนัดชิงเอฟเอคัพ เมื่อต้องอาศัยลูกยิงมหัศจรรย์ของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บตีเสมอทีม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด คู่ชิงแชมป์ในปีนั้นทำให้เสมอกันที่ 3-3 ต้องตัดสินแชมป์ด้วยการยิงจุดโทษอีกครั้ง และลิเวอร์พูลก็สามารถชนะไปได้ 3-1 เป็นแชมป์สำคัญรายการล่าสุดที่ลิเวอร์พูลทำได้ แต่รายการที่แฟนบอลต้องการมากที่สุดคือแชมป์ลีกของประเทศ หรือพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน ซึ่งปีล่าสุดที่ลิเวอร์พูลคว้ามาได้คือ พ.ศ. 2533 (ฤดูกาล 1989/90) จากการคุมทีมของ เคนนี ดัลกลิช ซึ่งต่อมาภายหลังดัลกลิชสามารถนำ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้ในปี พ.ศ. 2538 (ฤดูกาล 1994/95)
ในฤดูกาล 2009-10 ลิเวอร์พูลจบที่อันดับที่ 7 ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งทำให้ไม่ได้ไปแข่งขันในรายการ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ทำให้เบนิเตซต้องลาออกจากตำแหน่งด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย[3] และแทนที่โดย รอย ฮอดจ์สัน อดีตผู้จัดการทีม สโมสรฟูแลม[4] ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล 2010–11 สโมสรลิเวอร์พูลนั้นเสี่ยงต่อการล้มละลาย เนื่องจากแบกรับหนี้สินเป็นจำนวนมากจากการทำงานของ จอร์จ ยิลเลตต์ และ ทอม ฮิกส์ ทำให้ต้องขายสโมสร ต่อมา จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี เจ้าของทีม บอสตัน เรด ซ็อกซ์และนิว อิงแลนด์ สปอร์ตส์ เวนเจอร์ส ได้ทำการซื้อขายสำเร็จในการซื้อสโมสรลิเวอร์พูล เมื่อตุลาคม 2010[5] ผลการแข่งขันที่ย่ำแย่ในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้ฮอดจ์สันลาออกจากตำแหน่ง โดยมี เคนนี ดัลกลิช กลับมาคุมทีมอีกครั้ง [6]โดยในฤดูกาล 2011-12 สามารถคว้าแชมป์ในรายการ คาร์ลิงคัพ ได้สำเร็จเป็นสมัยที่แปดจากการยิงจุดโทษตัดสินชนะ คาร์ดิฟซีตี ผลประตูรวม 3-2[7] แต่พอถึงการปิดฤดูกาล ทางสโมสรก็ได้ปลดดัลกลิชออกเนื่องจากผลงานไม่ดีเหมือนที่คาดหวัง[8]
ที่มา:http://th.wikipedia.org

ลิเวอร์พูลอยู่ในหัวใจ

ผลบอลเมื่อคืน "หงส์" ฮึดตามเจ๊า "โตรอนโต" หืด 1-1


ลิเวอร์พูล ทำได้เพียงแค่เสมอกับ โตรอนโต เอฟซี ทีมจากเมเจอร์ ลีก ซอคเกอร์ 1-1 เกมปรีซีซัน ที่สนาม โรเจอร์ส เซ็นเตอร์ เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมาลิเวอร์พูล ประเดิมโปรแกรมทัวร์อเมริกา ด้วยการลงสนามพบกับ โตรอนโต เอฟซี เกมนี้ "หงส์แดง" ยังไม่มีนักเตะที่ไปทำศึกยูโร 2012 อย่าง เปเป้ เรนา , เกล็น จอห์นสัน และ สตีเวน เจอร์ราร์ด แต่ยังมีผู้เล่นจากทีมชุดใหญ่อย่าง อัลแยร์โต อาควิลานี , ชาร์ลี อดัม , โฆเซ เอ็นริเก , เจย์ สเปียริง และ เจมี คาร์ราเกอร์ ลงสนามร่วมกับผู้เล่นดาวรุ่ง

ครึ่งแรก โตรอนโต เอฟซี มีโอกาสทักทายก่อน จากการยิงบริเวณหัวกะโหลกของ ไรอัน จอห์นสัน แต่ถูก แบรด โจนส์ เซฟไว้ได้ จากนั้น ลิเวอร์พูล อาศัยการต่อบอลสั้น แต่ก็ยังไม่สามารถหาจังหวะจบสกอร์ได้ จบครึ่งแรก สกอร์ยังเสมอกันอยู่ 0-0 เริ่มครึ่งหลัง "หงส์แดง" พยายามเปิดเกมรุกตั้งแต่วินาทีแรก แต่กลับเป็น เจ้าถิ่น ที่ออกนำไปก่อน ในนาทีที่ 58 จากการยิงไกลของ แอนดรูว์ วิเดมัน ซึ่ง ปีเตอร์ กูลัคซี ปัดไว้ได้ในจังหวะแรก ก่อนที่ ควินซี อมาริควา จะตามซ้ำเข้าไป

หลังจากตกเป็นรอง ลิเวอร์พูล พยายามเร่งเครื่องกลับมา และมีโอกาสลุ้นจาก ซูโซ คลึงบอลหลบผู้เล่นของ โตรอนโต เอฟซี ก่อนจะลากตัดเข้าในจากริมเส้นฝั่งขวา และยิงด้วยเท้าซ้าย แต่บอลตรงตัว ควิลเลียน โรเบิร์ต จากนั้นในนาทีที่ 69 "หงส์แดง" มาได้ประตูตีเสมอจาก อดัม มอร์แกน ชาร์จลูกกึ่งยิงกึ่งผ่านของ ราฮีม สเตอร์ลิง จากนั้น นาทีที่ 81 "ทีเอฟซี" มีโอกาสยิงตามน้ำจาก แอนดรูว์ วิเดมัน แต่ กูลัคซี ล้มตัวรับไว้ได้ ช่วงทดเวลา ซูโซ มีโอกาสยิงไกลจากมุมเขตโทษด้านขวา แต่บอลพุ่งตรงตัว โรเบิร์ต จบเกมทั้งคู่เสมอกันไป 1-1

โปรแกรมอุ่นเครื่องนัดต่อไปของ ลิเวอร์พูล ยังคงอยู่ในทวีปอเมริกา โดยจะลงเตะกับ โรมา วันพุธที่ 25 กรกฎาคม นี้ เวลา 23.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น
รายชื่อผู้เล่น ลิเวอร์พูล (ครึ่งแรก) : โจนส์ , วิสดอม , ซามา , คาร์ราเกอร์ , เอ็นริเก , สเพียริง , อดัม , อาควิลานี , อิเบ , ปาเชโก , เอคเคิลสตัน
รายชื่อผู้เล่น ลิเวอร์พูล (ครึ่งหลัง) : กูลัตซี , ฟลานาแกน , วิลสัน , สเคอร์เทล , โรบินสัน , อดอร์จาน (ลูคัส น.75) , ซูโซ , เชลวีย์ , โคล , สเตอร์ลิง , มอร์แกน

ลิเวอร์พูล ยื่นคำขาดต้องการขาย แอนดี คาร์โรลล์


ลิเวอร์พูล ยื่นคำขาดต้องการขาย แอนดี คาร์โรลล์ กองหน้าทีมชาติอังกฤษเท่านั้น หลังจากปัดข้อเสนอยืมตัวพร้อมออปชันซื้อในอนาคต 17 ล้านปอนด์ (ประมาณ 850 ล้านบาท) ของ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด จากการตีข่าวของ “เดลี มิร์เรอร์” (DAILY MIRROR)นิวคาสเซิล ขาย คาร์โรลล์ ให้ ลิเวอร์พูล เมื่อ 18 เดือนก่อน ด้วยค่าตัวสูงสุดเป็นสถิติโยกย้ายของนักเตะอังกฤษ 35 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,750 ล้านบาท) เวลานี้ อลัน พาร์ดิว นายใหญ่ “สาลิกาดง” ต้องการดึงตัวกลับมาใช้งานโดยจะเป็นแบบยืมตัวก่อน 1 ฤดูกาลพร้อมออปชันซื้อขาดต่อไปในอนาคต

แต่คาดว่า ลิเวอร์พูล จะบอกปัดข้อเสนอ 17 ล้านปอนด์ เพราะมองว่าน้อยเกินไปที่สำคัญ ต้องซื้อขาดตั้งแต่ซัมเมอร์นี้ไม่ใช่แบบยืมตัวก่อน อย่างไรก็ตาม เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือ “หงส์แดง” พร้อมที่จะปล่อยหอกทีมชาติอังกฤษชุด ยูโร 2012 ออกไป เนื่องจากสไตล์การเล่นไม่เข้ากับตนเอง

เอซี มิลาน ก็สนใจคว้า คาร์โรลล์ ทว่า ความเป็นไปได้ที่จะย้ายแบบถาวรมีน้อยกว่า ดังนั้น หอกวัย 23 ปี จึงน่าจะค้าแข้งในเวที พรีเมียร์ชิป ต่อไปไม่กับ นิวคาสเซิล ก็ เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด และ แอสตัน วิลลา ที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้

ส่วน นิวคาสเซิล ก็กำลังรอท่าทีของ เดมบา บา และ เดมบา ปาปิสซ์ ซิสเซ 2 กองหน้าผิวสีที่มีข่าวกับหลายต่อหลายทีม หากคนใดคนหนึ่งย้ายออกไปก็จะเดินหน้าล่า คาร์โรลล์ แบบเต็มตัวเพื่อดึงคืนถิ่น ไทน์ไซด์